พระนางจามเทวี ตามรอยวีรสตรีผู้แกร่งกล้า




hey1(4)

พระนางจามเทวี

ตามรอย พระนางจามเทวี วีรสตรีผู้แกร่งกล้า รำลึกรอยขบวนเสด็จพระนางจามเทวี ในอดีตสายน้ำปิง คือเส้นทางคมนาคมสายหลักที่เชื่อมโยงอำนาจและอารยธรรมระหว่างอาณาจักรล้านนาและศูนย์กลางอำนาจแห่งที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตำนานการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำปิง ได้แก่ ขวบวนเสด็จของพระนางจามเทวี กบัตรีย์ยาพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ไทย ในพุทธศตวรรษที่ 13 พระนางจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้ ขณะมีพระชนมายุเพียง 22 พรรษา และทรงพระครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน ทรงอำลาพระสวามีนำข้าราชบริพาร บัญฑิต พระเถระ และช่างฝีมือต่างๆ รวม 7,000 คน เสด็จทางเรือ ทวนสายน้ำปิงรอนแรมผ่านขุนเขานานกว่า 7 เดือน เพื่อไปสร้างนครหริภุญชัย หรือ เมืองลำพูนในปัจจุบัน การเสด็จของพระนางครั้งกระโน้น ทำให้มีเรื่องราวเล่าขานเป็ฯตำนานพื้นบ้านที่คงอยู่คู่สายน้ำปิงมาจนปัจจุบัน เช่น ชาวเมืองตากเล่าว่า เมือครั้งที่ขบวนเสด็จของพระนางจามเทวีได้เคลื่อนมาถึงตอนหนึ่งของแม่น้ำปิง เกดมีเหตุสำเภาชนกันทำให้สำเภาล่มข้าวของเปียกน้ำพระนางจึงสั่งให้หยุดขบวนแล้วนำข้าวของในเรือสำเภาล่มขึ้นมาตากแดดบนหาดทรายทั้งสองฝั่งลำน้ำตรงจุดนั้นจึงกลายเป็นบ้านตากตกและบ้านตากออก ปัจจุบันเป็นเขตอำเภอบ้านตากและจุดที่สำเภาล่มก็เรียกกันว่า เกาะตะเภา ในท้องที่อำเภอบ้านตาก เช่นกัน หรืออย่างเช่นบริเวณแก่งอาบนาง ตามตำนานเล่าว่าเป็นจุดที่พระนางจามเทวีหยุดพัก และทรงลงสรงน้ำสระพระเกศา เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่น้ำที่มีอยู่ในบริเวณนั้นไม่สะอาดและบรุสุทธิ์พระนางจึงตั้งจิตอธิษฐาน หากตนมีบุญญาธิการเพียงพอที่จะช่วยทำนุบำรุง ฟื้นฟูเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไปแล้ว ขอเทวาอารักษ์โปรดประทานน้ำบรุสุทธิ์สะอาด ลงมาจากเบื่องบนเกิดเมือสิ้นคำอธิษฐานก็มีสายน้ำไหลเย็น ตกลงมาจากภูผาเบื้องบน ให้พระนางได้สรงสมความปรารถนาหน้าผาแห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ผาอาบนาง และแก่งบริเวณนั้นได้ชื่อว่า แก่งอาบนาง มาจนปัจจุบัน ลำน้ำปิงสายเดิมนี้ ปัจจุบันกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่งดงามและโรแมนติก แต่หากได้มีโอกาสได้ย้อนรำลึกถึงอดีต เมื่อ 1,350 ปี ก่อนที่แม่ปิงไหลเชี่ยวกรากผ่านแก่งหินซอกซอน ใต้ป่าใหญ่ ในหุบเหวลึก เราก็จะสัมผัสได้ถึง พระวิริยะอุตสาหะ และพระบารมีของพระนางจามเทวี วีรสตรีแห่งตำนาน

ประวัติพระนางจามเทวี

พระนางจามเทวี เป็นพระราชธิดาของเจ้ากรุงละโว้ ประสูติเมื่อวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 พ.ศ. 1184 ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อพระนางจามเทวียังเป็นเด็กทารกอยู่นั้น ได้เกิดอหิวาต์ระบาดลุงของพระนางจามเทวีจึงพาหลานหลบหนีโรคอหิวาต์แต่สุดท้านตนเองก็ติดโรคร้อยด้วยจึงได้ตัดสินใจทิ้งรพะนางจามเทวีไว้บนใบบัว ต่อมาฤษีวาสุเทพมาพบทารกน้อยเข้าจึงได้พาไปเลี้ยงดูและอบรมให้การศึกษาแก่นาง เมือนางโตขึ้นชาวบ้านติฉินนินทาว่าฤาษีเลี้ยงหญิง ฤาษีวาสุเทพจึงจับนางลอยแพและอธิษฐานปล่อยนางลอยน้ำไป พระนางจามเทวีลาอยน้ำปิงมาเรื่อยๆ โดยมีฝูงลิงคอยอารักขา เมื่อมาถึงละโว้แพของนางก็หยุดลอยอยู่เจ้ากรุงละโว้จึงได้รับพระนางจามเทวีไว้เป็นพระธิดาบุญธรรม และให้อภิเษกสมรสกับเจ้ารามอุปราช ทางด้านวาสุเทพฤษีนั้น เคยสร้างบ้านเมืองเพือสืบพระพุทธศาสนาตั้งแต่พุทธกาล เมือบ้านเมืองเสื่อมลง วาสุเทพฤาษีเกรงว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญจึงได้สร้างเมืองขึ้นใหม่ชื่อหริภุญชัย และได้ส่งสารไปเชิญเสด็จพระนางจามเทวีจากลพบุรีมาครองเมือง เมือปี พ.ศ. 1203 ขณะที่พระนางจามเทวีตัดสินใจมาครองหริภุญชัยนั้น พระนางทรงพระครรภ์แล้ว 3 เดือน และมามีประสูติกาลพระโอรสแฝดที่หริภุญชัย พระโอรสทั้งสอง คือ เจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ พระนางจามเทวีนั้นได้ช้างเผือกเชือกหนึ่งมาเป็นช้างคู่บารมี ชื่อว่าภูก่ำงาเขียวเป็นช้างที่มาจากดอยเชียงดาวตำนานกล่าวถึงช้างเชือกนี้ว่า “ภูก่ำงาเขียวแทงทีเดียวตายเป็นร้อย” ทางด้านดอยสุเทพในยุคนั้น เป็นที่อยู่ของเผ่าลัวะ มีผู้ปกครองคือ ขุนลัวะวิลังขะ ขุนวิลัขะได้ยินกิตติศัพท์ความงามของพระนางจามเทวีจึงได้ส่งฑูตมาสู่ขอ แต่พระนางจามเทวีไม่ชอบจึงได้บายเบี่ยงเรื่อยมา ในที่สุดได้มีการท้าประลองกันว่า ถ้าขุนวิลังขะสามารถพุ่งเสน้า (หอก) จาก ดอยสุเทพมาถึงหริภุญชัยได้ พระนางจามเทวีจะอภิเษกสมรสด้วยขุนวิลังขะนั้นเป็นผู้ที่มีวิทยาคมจึงได้รับท้า แต่เขาไม่สามารถพุ่งเสน้าถึงหริภุญชัยได้ เนื่องจากพระนางจามเทวีได้หลอกให้เอาเศษผ้านุ่งมาประดับศีรษะทำให้เขาไม่มีกำลัง ขุนวิลังขะแพ้การประลองจึงโกรธมากยกทัพมาตีหริภุญไชย พระนางจามเทวีได้ให้นารทฤษี สร้งพระเครื่องแจกจ่ายชาวเมืองเตรียมสู้รบ พระเครื่องรุ่นนั้นจึงชื่อ พระรอดลำพูน ตามชือพระฤาษีผู้สร้าง เมือทัพขุนวิลังขะมาถึงหริภุญชัยเจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ สองโอรสแฝดของพระนาจามเทวีได้นำภูก่ำงาเขียวนำทัพออกสู้ศึก และสามารถเอาชนะขุวิลังขะได้ พระนางจามเทวีจึงให้โอรสแฝดของพระนางอภิเษกสมรสกับธิดาแฝดของขุนวิลังขะ พร้อมทั้งยกหริภุญชัยให้เจ้ามหันตยศโอรสองค์โตครองแทนเมือ ปี พ.ศ. 1224 พระนางจามเทวีย้ายไปครองเขลางค์นคร จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ. 1276 รวมอยายุได้ 92 ปี พระโอรสท้องสองได้ปลงพระศพของพรมารดาที่วัดจามเทวี และสร้งเจดีย์สุวรรจังโกฏิบรรจุอัฐิของพระนางไว้ อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี ตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะหนองดอก ถ.รอบเมืองลำพูนด้านทิศใต้ทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2525



"อัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ บนเฟชบุ๊ค คลิกถูกใจด้านล่าง"

รีวิวที่น่าสนใจ

เช็คราคาโรงแรมทั่วประเทศ




ดูโปรแกรมทัวร์ได้ที่นี่
[category_specific_rss_menu]

Bangkok |Chiangmai |Hua Hin|Cha Am |Sukhothai |Phitsanulok |Udonthani |Koh Smet|Koh Chang | Hat Yai |Koh Lanta |Khon Kaen |Nakhonratchasima |Ubon|Kanchanaburi|Koh PhiPhi|Ayutthaya |Koh Samui |Loei|Krabi|Trang |Pai |Pattaya |Phuket |

แท็ก คำค้นหา

Comments are closed.

ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือใช้ข้อความ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย ระบบมีการบันทึก IP Address, ข้อมูลผู้โพสต์ สามารถทำการตรวจสอบได้หากมีการร้องเรียน

[X] close
[X] close